พระกริ่งรุ่นแรก รุ่นปาฏิหารย์ มาฆบูชา หลวงพ่อยงยุทธ ธัมมโกสโล

พระกริ่งชัยวัฒน์ รุ่นปาฏิหารย์ มาฆบูชา

หลวงพ่อยงยุทธ ธัมมโกสโล  หรือ พระครูธรรมกิจโกวิท วัดเขาไม้แดง .บางพระ .ศรีราชา .ชลบุรี ท่านเป็นพระที่เก่งมากๆในเรื่องวิชาอาคมและพลังจิตที่เข้มแข็งแน่จริงๆ  เคยได้ฟังเรื่องราวของหลวงพ่อจากศิษย์ใกล้ชิดซึ่งอยู่แถวพนัสนิคมเล่าถึงอภินิหารเกี่ยวกับตัวท่านมากมาย  พระเครื่องของท่านทุกรุ่นมีประสบการณ์ดีมากๆในเรื่องแคล้วคลาด คงกระพัน เมตตา  คนที่รู้จักมักจะเก็บไว้บูชาไม่ค่อยยอมปล่อยต่อ  ดังนั้นพระเครื่องของท่านเราจะไม่ค่อยพบเจอในสนามบ่อยนัก ยิ่งเป็นรุ่นหลักๆของท่านนานปีจะเจอสักองค์เช่นเหรียญรุ่นแรกปี16  พระกริ่งปาฏิหารย์79(ล้อพิมพ์กริ่ง79วัดสุทัศน์)   รูปหล่อปั้ม  พระสมเด็จยุคแรกๆ พระชินราชปี18 เป็นต้น  หลวงพ่อยงยุทธ  เดิมทีเป็นพระธุดงค์  มาจากอ่างทอง  ได้เดินธุดงค์มาพบวัดเขาไม้แดง ประมาณปี 2500 ซึ่งเดิมทีเป็นเพียงสำนักสงฆ์ อยู่ในสภาพทรุดโทรม  สำนักสงฆ์แห่งนี้สร้างโดยหลวงพ่อเขียน วัดพิชัยสงคราม สมุทรปราการ ซึ่งท่านเป็นพระเกจิดังของสมุทรปราการ  ท่านพยายามจะสร้างให้เป็นวัดแต่ไม่สำเร็จ  ตอนที่หลวงพ่อยงยุทธ มาปักกลดในบริเวณนี้  ท่านได้นั่งสมาธิแล้วพบนิมิตขอร้องให้ท่านอยู่พัฒนาพื้นที่แถวนั้นให้เป็นวัด  ซึ่งหลวงพ่อก็ไม่ทำให้ผิดหวัง สามารถสร้างวัดให้มีความเจริญได้ในเวลาไม่นาน     หลวงพ่อยงยุทธ ได้มรณภาพเมื่อวันที่ 17 ..2545 อายุ 75 ปี

 

สำหรับสุดยอดวัตถุมงคลของ หลวงพ่อยงยุทธ ที่หายากและมีประสบการณ์มากๆตั้งแต่ตอนเททองหล่อพระ  มีคนถ่ายรุปแล้วได้ภาพมีลำแสงออกมาจากหลวงพ่อยงยุทธ ในขณะกำลังเททอง สายสิญณ์ที่ตกลงไปในเบ้าหลอมไม่ไหม้ไฟ และอีกเหตุการณ์คือช่างเททองทำน้ำทองที่กำลังจะเทลงในเบ้าพระกริ่งหกรดใส่ที่ขา น้ำทองร้อนๆไหลงเข้าไปในรองเท้า แต่แปลกที่เท้าของคนผู้นั้นไม่ได้รับบาดเจ็บ  พระกริ่งพระชัยวัฒน์ รุ่นปาฏิหารย์ นับเป็นพระกริ่งรุ่นแรกของหลวงพ่อยงยุทธ ที่ได้ทำพิธีตามแบบของวัดสุทัศน์ที่สมบูรณ์ที่สุดในยุคนั้น เพราะได้อาจารย์หนู(นิรันตร์ แดงวิจิตร) มาเป็นผู้ให้คำแนะนำ  พระกริ่งชัยวัฒน์ รุ่นนี้ หลวงพ่อยงยุทธ ตั้งใจทำมากๆ เนื้อหาชนวนโลหะเก่าๆเพียบ  พระกริ่งรุ่นนี้จะสร้างคล้ายกับพระกริ่ง 79 ของสมเด็จสังฆราชแพ วัดสุทัศน์  ในปัจจุปันพระกริ่งชัยวัฒน์ หลวงพ่อยงยุทธ หายากมากๆ เมื่อเทียบกับพระกริ่งดังๆทั้งหลายที่สร้างในยุคนั้น 

 

จำนวนสร้างพระกริ่งพระชัยวัฒน์ รุ่นนี้มีผู้นำทองคำ เงิน นาค มาร่วมหลอมในพระชุดนี้จำนวนมากเช่น คุณชิงชัย บัณฑราภิวัฒน์ มอบทองคำหนัก 20บาทมาหลอมสร้างพระชุดนี้ นอกจากนี้มีชนวนตะกรุดพระเหรียญต่างๆที่ได้มาหลอมในพิธี จำนวนสร้างพระกริ่ง เนื้อนวะโลหะและเนื้อสัมฤทธิ์ รวมกันทั้งหมดประมาณ 2527 องค์(ข้อมูลจากศิษย์หลวงพ่อที่เคยทำหน้าที่จำหน่ายวัตถุมงคล) โดยทั่วไปพระกริ่งเนื้อนวโลหะและสัมฤทธิ์ มีตอกหมายเลขและโค้ดตัว"พุท"จม เช่นเดียวกันพระชัยวัฒน์ที่ถูกจัดจำหน่ายเป็นชุดพร้อมพระกริ่งจะตอกโค้ดตัว "พุท"ลอย  ถ้าเป็นพระชัยวัฒน์เนื้อนวโลหะที่ถูกจัดใส่กล่องบูชาแยกเดี่ยวๆจะตอกโค้ด"พุท"จม ส่วนเนื้อชัยวัฒน์เนื้อเงิน มีตอก2โค้ดเป็นโค้ดยันต์"พุท"จม อีกตัวเป็นโค้ดยันต์ลอย(มีโอกาสครวหน้าจะถ่ายมาให้ชม) พระกริ่งปาฏิหารย์มาฆบูชา ออกจากวัดในสมัยนั้น ถ้าเป็นพระกริ่งเดี่ยวๆที่ไม่อยู่ในชุด จะมีทั้งใส่กล่องวัดและไม่ใส่กล่อง (ศิษย์ที่จำหน่ายวัตถุมงคล บอกว่ากล่องพระสั่งมาทีหลัง ไม่ได้ออกมาพร้อมพระพระกริ่งเนื้อนวโลหะหรือสัมฤทธิ์รุ่นนี้บางองค์อาจจะมีตอกโค้ดมากกว่า 1 โค้ด เช่นหมายเลข 1999เป็นต้น   หรือที่หายากอีกคือพระกริ่งที่จัดมาเป็นชุดมีโค้ดตอกอย่างเดียวไม่มีเลขก็เจอมาแล้วครับ พระชุดนั้นเนื้อหาเข้มดูแล้วผสมแก่ทองคำเยอะตามที่พบมา ที่เคยพบเจออยู่องค์เดียวเป็นพระกรรมการเก็บไว้บูชาเอง สำหรับพระกริ่งชัยวัฒน์ กะไหล่ทองคำ หลวงพ่อยงยุทธ  มีจำนวนน้อยมากๆ เพราะการกะไหล่ทองคำสมัยนั้นทำยากต้นทุนสูง  เป็นการกะไหล่ทองคำจริงๆซึ่งสมัยนี้ไม่มีใครทำแบบนี้แล้ว  จำนวนสร้างพระกริ่งพระชัยวัฒน์กะไหล่ทองคำ จำนวนสร้างน่าจะหลักสิบองค์เท่านั้น  เป็นพระที่ไม่มีจำหน่ายทำเฉพาะกรรมการศิษย์ใกล้ชิดที่จะได้ครอบครอง  สำหรับพระกริ่งพระชัยวัฒน์ จำนวนสร้างเนื้อทองคำ เนื้อเงินตามสั่งจอง เนื้อนวโลหะรวมกับสัมฤทธิ์ ทั้งหมด 2527

 

 

บทอาราธนาพระก่อนจะสวมคอของหลวงพ่อยงยุทธ วัดเขาไม้แดง

พุทธัง อาราธนานัง 

ธัมมังอาราธนานัง

สังฆังอาราธนานัง

อาราธนานัง กะโรมิ อิมัง ตะถัง คาทัง 

พุทธัง เมตตาคุณานัง เอหิ มะมะโต เอหิ มะมะโต

 

ถ้าต้องการให้เป็นงคงกระพัน เปลี่ยนจาก เมตตาคุณานัง เป็น คงกระพันชานัง 

 

อีกบท ของหลวงพ่อพัฒ วัดแสนเกษม เขตหนองจอกที่หลวงพ่อยงยุทธยกย่องว่าถึงพรหมวิหารสี่

 

พุทธัง อาราธนานัง 

ธัมมังอาราธนานัง

สังฆังอาราธนานัง

เอหิมาเรโส นะโมพุทธายะ อักขระ ยันต์ตัง มหาอุตตัง เพชรคงคงแคล้วคลาด วิกรึงคะเรมิ ปิดนะอุดนะ นะโมพุทธายะ พุทธะสังมิ

 

จากนั้นให้ท่อง เพื่อเพิ่มพลังพุทธคุณ

อิทธิ ฤทธิ พุทธา นุภาเวณะ

อิทธิ ฤทธิ ธัมมา นุภาเวณะ

อิทธิ ฤทธิ สังฆานุภาเวณะ

 

ข้อแนะนำในการใช้วัตถุมงคลของวัดเขาไม้แดงให้ได้ผล

 

1.ศีลข้อที่ 3 ห้ามโดยเด็ดขาด ข้ออื่นขึ้นอยู่กับเรา ตามวาระและโอกาส

4.มั่นใช้คาถาอารธนาพระ และเพิ่มพลังพุทธคุณพระ

3หมั่นทำบุญ รักษาศีล เจริญภาวนา เพื่อเพิ่มบารมีให้แก่ตนเอง

4.และที่สำคัญ ต่องมีความเชื่อและศรัทธา ปาฏิหารย์จึงบังเกิด

5.ห้ามด่าบุพการี และครูบาอารย์ทั้งของตนเองและผู้อื่นโดยเด็ดขาด

 

คำแนะนำจากแอดมิน

 

ชีวประวัติของพระเดชพระคุณหลวงพ่อยงยุทธ ธัมฺมโกสโล จากหนังสือญาณวิเศษที่ได้เคยสัมภาษหลวงพ่อและได้เขียนเอาไว้

 

ชาติภูมิ

 

นามเดิมของหลวงพ่อชื่อว่า"จำปี" นามสกุล"แก้วไพรำ" ท่านเป็นบุตรของคุณพ่อเชียงและคุณแม่ถุงเงินแก้วไพรำ มีพี่น้องร่วมอุทร5คน

1.นายประไพ

2.หลวงพ่อยงยัทธ

3.เป็นคู่แฝดนายประดิษและนางสมจิตร

4.นายธงชัย

  หลวงพ่อเกิดวันที่17 กันยายน2470.เรือนแพที่จอดอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยาอำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง 

  หลังจากที่ท่านเกิดไม่นานโยมพ่อและโยมแม่ของท่านได้ย้ายมาสร้างบ้านบนบกบ้านเลขที่14 .13.จรเข้ร้อง (ปัจจุบันแบ่งเป็นตำลบราชสถิตย์) อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง

ครอบครัวของท่านประกอบอาชีพค้าขายเล็กๆน้อยๆ

 

วัยเด็ก-วัยเรียน

 

  เมื่ออายุได้3ขวบท่านก็ได้เริ่มเรียนหนังสือกับแม่ค้าคนหนึ่งที่มาขายขนมอยู่หน้าบ้านทั้งนี้เนื่องจากเมื่อครั้งยังเด็กหลวงพ่อเป็นเด็ก มีหน้าตาน่ารัก ผิวขาว อ้วนท้วนสมบูรณ์และเป็นคนช่างเจรจา ใครเห็นใครก็รัก จึงเป็นที่เมตตารักใคร่ของพ่อแม่ ญาติๆ รวมทั้งคนบ้านใกล้เรือนเคียง

  เมื่อมีอายุได้ 3 ขวบแม่ค้าขายขนมที่ใกล้ๆบ้านก็เลยเริ่มสอนหนังสือให้ โดยให้เรียน .. กาซึ่งหลวงพ่อก็ไม่สนใจเท่าไรนักเพราะยังเด็กอยู่มาก แต่แม่ค้าก็ให้รางวัลด้วยการกินขนม จึงยอมเรียนโดยมีข้อแลกเปลี่ยนว่าหัดเขียนได้ตัวหนึ่ง หรือท่องจำได้ตัวหนึ่งต้องให้กินขนมคำหนึ่งและเมื่อกินขนมอิ่มแล้ววันนั้นก็เลิกเรียนกัน

  ด้วยข้อแลกเปลี่ยนนั้นทำให้หลวงพ่อตั้งใจเรียนมากขึ้นและก็สามารถฝึกหัดอ่านเขียนได้ตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็กๆ แต่ก็ยังไม่สามารถเอาไปใช้ประโยชน์ได้จนกระทั่งมีอายุได้ 4-5ขวบพ่อกับแม่ของท่านได้พาไปฝากให้อยู่กับญาติผู้ใหญ่คนหนึ่งซึ่งบวชเป็นพระและเป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่วัดหงษ์ภาศนาราม คือ หลวงปู่โห้หรือท่านพระครูโกวิทนวการ ซึ่งเปิดสำนักโรงเรียนขึ้นภายในวัด ท่านก็เลยได้รับการศึกษาอักษรสมัยในโรงเรียนวัดแห่งนี้จนกระทั่งอ่านออกเขียนได้คล่อง

  ตอนนั้นนอกจากเรียนหนังสือสมัยในสำนักของหลวงปู่โห้แล้ว หลวงพ่อก็ได้รับการถ่ายถอดวิชาเวทมนต์คาถาจากญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่าย คือจากฝ่ายพ่อและฝ่ายแม่

 

  ฝ่ายพ่อมีปู่ของท่านเป็นผู้ถ่ายทอด ทั้งนี้เพราะว่าปู่ของท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านคาถาอาคมไม่น้อยเพราะเคยใช้ชีวิตโชกโชนอยู่ในดงนักเลงเคยเป็นนักเลงใหญ่อยู่แถวบางโพกรุงเทพจนกระทั่งมีเรืองใหญ่ต้องหนีออกจากกรุงเทพไปหลบซ่อนตัวอยู่ในจังหวัดอ่างทองและได้แต่งงานอยู่กืนกับสาวชาวอ่างทองคนหนึ่งหลังจากนั้นก็ได้ตั้งหลักปลั๊กฐานอยู่ที่นั่นเรื่อยมาเมื่อมีหลานชายก็เลยถ่ายทอดวิชาความรู้ที่ตนมีให้แต่ยีงเล็กๆ 

  ฝ่ายแม่ของท่านก็ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันเพราะคุณตาของท่านก็เคยเป็นเสือใหญ่แถบลุ่มน้ำเจ้าพระยาเป็นศิษย์หลายสำนักในแถบนั้นและได้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญทางไสยเวทคนหนึ่งของอ่างทองในขณะนั้น เมื่อปู่ถ่ายทอดวิชาต่างๆให้หลาน  ตาก็กลัวจะเสียหน้าจึงได้ถ่ายทอดให้ด้วย แต่ขณะนั้นหลวงพ่อยังเด็กนัก จึงไม่สามารถรับเอาวิชาเหล่านั้นได้ทั้งหมด โดยรับเอาไว้ได้เฉพาะวิชาที่ตนชอบคือเมตตามหานิยมและสมานแผล

  หลวงพ่อได้เรียนอักษรสมัยอยู่กับหลวงปู่โห้ได้ระยะหนึ่ง ซึ่งไม่นานนัก พออ่านออกเขียนได้ พ่อแม่ก็ได้พาไปเข้าโรงเรียนหลวง ที่วัดมะขามซึ่งอยู่คนล่ะฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยากับที่บ้าน ปัจจุบันอยู่ในเขต อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง ท่านได้เรียนที่โรงเรียนนี้จนกระทั้งจบ .4 ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดของโรงเรียนในสมัยนั้น

  ครั้งจบ .4ก็พอดีสมาชิกผู้แทนราษฏรในสมัยนั้นได้เปิดโรงเรียนราษฏร์แห่งหนึ่งในตัวจังหวัดอ่างทอง หลวงพ่อก็ได้มาเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษา ปีที่1 ในโรงเรียนแห่งนั้นแต่ก็เรียนอยู่ได้ไม่นาน ยังไม่ได้สักชั้นพ่อแม่ได้ให้ออกไปเรียนที่โรงเรียนมัธยมประจำจังหวัดอ่างทองในสมัยนั่นคือ โรงเรียนปัตถมะโรจน์ ท่านเรียนที่นี้จนกระทั้งจบมัธยมศึกษาปีที่6(..3) ก็พอดีประเทศไทยได้เข้่สู่ยุค "เชื่อผู้นำชาติเจริญ" ในสมัย จอมพล .พิบูลย์สงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีซึ่งในสมัยนั้นฐัฐบาลได้พยายามที่จะวางแบบแผนต่างๆ หลายอย่างแม่กระทั้งได้ออกกฏหมายเกี่ยวกับตั้งชื่อคนให้เหมาะสมกับเพศ คนที่ไม่เหมาะสมกับเพศก็ให้เปลี่ยนให้เหมาะสม

   ผลจากการนั้นทำให้ท่านได้เปลี่ยนชื่อใหม่ จาก "จำปี" มาเป็น "ยงยุทธ" ซึ่งก็ได้ใช้มาตราบเท่าปัจจุบัน

 

วัยหนุ่ม-วัยทำงาน

 

   ครั้นจบมัธยมศึกษาปีที่6แล้วหลวงพ่อยงยุทธก็ได้เดินทางขึ้นมากรุงเทพ เพื่อจะเรียนต่อในระดับสูงขึ้นไป แต่เนื่องจากเห็นว่าฐานะทางบ้านไม่ค่อยดีและยังมีน้องๆอีกหลายคนที่พ่อแม่ต้องส่งเสีย ก็เลยพยายามหางานทำแล้วก็ส่งตัวเองเรียนไปด้วย ด้วยเหตุนี้ท่านจึงได้เข้าเรียนต่อในระดับมัธยาม 7-8 ที่โรงเรียนราษฎร์แห่งหนึ่ง ชื่อโรงเรียนวุฒิการศึกษา ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆวงเวียนใหญ่ ฝั่งธนบุรี

  ขณะที่เรียนอยู่นั้นก็ได้ไปสมัครทำงานที่วิทยุการบินแห่งประเทศไทยด้วย และขณะที่เรียนก็ได้มีโอกาสไปรู้จักสนิทสนมกับเพื่อนนักเรียนคนหนึ่งที่พักอยู่ที่วัดสระเกศ จนในที่สุดก็ได้ไปอาศัยอยู่กีบเพื่อนที่วัดสระเกศก็เลยกลายไปเป็นเด็กวัดโดยปริยาย (ขณะนั่นสมเด็จพระสังฆราชอยู่เป็นเจ้าอาวาสและในโอกาสนี้หลวงพ่อเคยเล่าให้ฟังว่าสมเด็จพระสังฆราชได้ให้ท่านเรียนวิชาโหราด้วย)

   ท่านเรียนพร้อมกับทำงานจนถึงมัธยมศึกษาปีที่8จึงได้ไปสมัครเรียนต่อการปกครองและวิชาการหนังสือพิมพ์ที่จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ระหว่างนี่นก็ยังทำงานอยู่ที่วิทยุการบ้นไทย

    ในวัยหนุ่มท่านก็ใช้ชีวิตเหมือนคนหนุ่มทั่วไป มีเพื่อนฝูงมากหน้าหลายตา ทั้งหญิงชาย เนื่องจากท่านเป็นคนมีหน้าตาดีจึงมีหญิงสาวมาชอบพอหลายคน ซึ่งหนึ่งในจำนวนนั่นท่านก็ชอบพออยู่บ้างและก็ได้ตัดสินใจเลือกหญิงสาวคนหนึ่งเป็นคู่ชีวิต แต่ก็ยังไม่พร้อมจะแต่งด้วย ที้งนี้เนื่องจากยังติดภาระเรื่องเรียนอยู่ จึงได้อดใจรอ 

   แต่ความคิดนี้ท่านไม่ได้บอกให้หญิงสาวนั้นทราบ เพียงแต่เก็บไว้ในใจคนเดียว และก็คบกับหญิงสาวคนนั่นเหมือนเพื่อนคนหนึ่ง แต่เธอคนนั่นก็พอจะรู้ความต้องการในส่วนลึกของหัวใจท่าน